"คุณมีสิทธิที่จะไม่พูด คุณมีสิทธิที่จะมีทนาย

คำให้การของคุณจะใช้ประกอบการพิจารณาในศาล"

ประโยคข้างต้นเรามักจะได้ยินกันบ่อยในหนังฮอลลีวู้ด เมื่อคนร้ายถูกจับมาสอบสวน มันไม่ใช่ประโยคสุนทรพจน์หรือเป็นเพียงคำกล่าวเท่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจแต่อย่างใด หากมันคือหน้าที่ที่เจ้าหน้าที่ต้องบอกแก่ผู้ต้องหาทุกครั้งเมื่อนำตัวมาสอบปากคำ และประโยคเหล่ามิใช่เพียงประเทศมหา(บ้า)อำนาจอย่างอเมริกาเท่านั้นที่บรรจุถ้อยคำเหล่านี้ไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ประเทศไทยเราเองก็มีถ้อยคำเหล่านี้อยู่ด้วยเพียงแต่มิใช่ในรัฐธรรมนูญ หากอยู่ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาคดีอาญา เหตุที่พูดถึงเรื่องนี้ ก็เพราะสองวันมานี้ได้เห็นการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทำงานกันดีเกินคาด จนทำให้เกิดเหตุการณ์ผิดฝาผิดตัวขึ้น เรื่องนี้หากถามว่าใครคือคนที่น่าเห็นใจ ก็คงจะหนี้ไม่พ้นพลเมืองตาดำๆอย่างพวกเรา ที่สามารถใช้สิทธิได้เต็มที่เฉพาะเวลากากบาทเลือกตั้ง ข้อความข่าวการจับผู้ร้ายเกี่ยวกับความผิดยาเสพติดผิดตัว และ นักเรียนม.6 ถูกตำรวจอุ้มซ้อมจากคดีวิ่งราวทรัพย์ แต่สุดท้ายจับผิดตัว นี่แค่สองเหตุการณ์ที่ดังกระหึ่มเพราะสื่อให้ความสนใจ ยังไม่ร่วมถึงผู้เสียหายรายอื่นๆที่ได้รับผลกระทบจากการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ดังเข้าหูอยู่เป็นระยะๆ และไม่ว่าเราจะแก้กฏหมายมาแล้วหลายครั้งสิ่งที่เปลี่ยนแปลงคงเป็นแค่ตัวหนังสือในประมวล หากการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ยังคงรูปแบบเดิม เหตุไฉนเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงใช้อำนาจของการเป็นผู้ถือกฏหมายริดรอนสิทธิของประชาชนอยู่ร่ำไป ฤ มนต์แห่งดวงดาว โล่ห์แลคมดาบจะเสื่อมความขลังไปเสียแล้ว

แม้ว่าเรื่องที่กล่าวถึงจะดูห่างไกลจากตัวเราในวันนี้แต่ถ้าวันหนึ่งตัวเราเองหรือญาติพี่น้องเราถูกกระทำอย่างผู้เสียหายข้างต้นเราจะทำอย่างไร วันนี้จึงถือโอกาสนำความรู้ที่ศึกษามาเล่าสู่เผื่อที่สักวันเราอาจได้ใช้เพื่อปกป้องตัวเองและญาติสนิท

กรณีแรกจากเหตุการณ์ของสองสาวเซลล์ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมในยามค่ำคืน โดยมิไได้แสดงตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจและแจ้งข้อกล่าวหาก่อนจับกุม พร้อมทั้งใช้กำลังตบหน้าหญิงสาวนั้น การกระทำเยี่ยงนี้ผิดหลักการปฏิบัติหน้าที่หลักกฏหมายเต็มๆ หากจะอ้างว่าเหตุที่ใช้กำลังนั้นเพราะสองสาวขัดขืนดูจะฟังไม่ขึ้น เพราะด้วยเวลาเยี่ยงนั้นผู้หญิงสองคนอยู่บนรถ แล้วอยู่ๆมีกลุ่มชายฉกรรจ์ในชุดไปรเวท ขอย้ำว่าในชุดไปรเวท และถึงแม้จะมาทั้งเครื่องแบบก็ยังไม่น่าไว้วางใจ วิ่งกรูเข้ามาเปิดประตูรถโดยมิได้บอกกล่าวว่ามาด้วยเหตุอันใดย่อมจะต้องสร้างความตกใจและก่อปฏิกิริยาในการป้องกันตัวโดยอัตโนมัติ ซึ่งจริงๆแล้วตามหลักกฎหมาย เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจจะจับกุมบุคคลใดนั้นจะต้องมีหมายศาลเว้นเสียแต่จะเป็นความผิดซึ่งหน้าหรือมีเหตุอื่น และทุกครั้งก่อนจับกุมต้องแจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้ถุกจับทราบทุกครั้งว่าถูกจับด้วยข้อหาใดทุกครั้ง แต่เท่าที่ดูจากข่าวไม่มีเรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นเลย กรณีนี้ถือว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบทำให้ผู้อื่นได้รับความเสียหาย ผู้เสียหายสามารถดำเนินการได้ทั้งทางแพ่งและทางอาญาเลยทีเดียว ในทางแพ่งคงจะไม่มีปัญหาสำหรับกรณีนี้เพราะถึงขนาดที่หัวหน้าสำนักออกมาขอโทษและขอความเห็นใจคงได้ชดใช้กันหลายอยู่แต่ในอีกด้านหนึ่งเจ้าหน้าที่ทำผิดไม่ต้องรับโทษอย่างนั้นหรือ ดูจะเป็นการให้อำนาจและเข้าข้างกันเกินไปหรือเปล่า แม้จะเป็นการทำตามหน้าที่ แต่ก็สามารถที่จะตรวจสอบได้ว่าคนที่คุณจับนั้นถูกตัวถูกคนหรือไม่โดยเฉพาะคดีอาญาที่ริดรอนเสรีภาพของประชาชนด้วยแล้วยิ่งต้องใช้ความระมัดระวังในการทำงาน สำหรับกรณณีนี้คงไม่ถึงขั้นเอาผิดทางอาญา แต่ทางวินัยอย่างไรก็ต้องเอาผิด หากทางเจ้าสังกัดไม่ลงมือดำเนินการสักที ผู้เสียหายสามารถนำคดีขึ้นสู่ศาลปกครองได้ โดยมิต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น เพียงแค่ผู้เสียหายเขียนเรื่องราวร้องทุกข์ที่ผู้เสียหายได้รับจากการทำงานของเจ้าหน้าที่พร้อมลงชื่อยื่นต่อศาลปกครองก็จะได้รับการคุ้มครองสิทธิอย่างเต็มที่ด้วยกระบวนการยุติธรรม ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่เจ้าหน้าที่ตรวจเท่านั้นที่อยู่ภายใต้กฏหมายนี้ หากหมายความรวมถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกคนก็จะอยู่ภายใต้กฎหมายปกครองนี้ด้วยกันหมดทุกคน

กรณีที่สองเด็กม.6 ถูกอุ้มซ้อมจากคดีวิ่งราว ซึ่งแค่นี้ก็ไม่ต้องพูดกันแล้วว่ามีความผิดไหม เพราะผิดเต็ม เพราะตามหลักแล้วการที่จับก็ต้องปฏิบัติอย่างที่กล่าวมาข้างต้น แต่กรรีที่ผู้ต้องหาเป็นเด็กอายุสิบแปดซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะ การจับ การสอบปากคำนั้นต้องมีบุคคลเหล่านี้อยู่ด้วย คือ 1.บุคคลที่เด็กร้องขอ 2.นักสังคมสงเคราะห์ 3.นักจิตวิทยา 4.อัยการ อยู่ด้วย เว้นแต่มีเหตุรีบด่วนและให้บันทึกเหตุไว้ ไม่ใช่นั้นการจับหรือการสอบสวนนั้นมิชอบทำให้อัยการไม่มีอำนาจฟ้อง แต่จากข่าวไม่มีขั้นต้อนนี้เลย ยิ่งการซ้อมเด็กด้วยแล้วคุณตำรวจนอกจากจะโดนข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบแล้วยังจะโดนข้อหาทำร้ายร่างกายด้วย ต้องชดใช้ค่าเสียหายทางแพ่งและรับโทษตามอาญา รวมถึงหน่วยงานยังต้องร่วมรับผิดในการกระทำครั้งนี้ ตาม พรบ.ว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่อีกด้วย ในกรณีเรื่องไม่คืบหน้าหรือเจอเหตุการณ์พวกพ้องร่วมโรงพักย่อมรักกันไว้ เราจะทำอย่างไรทางแก้คือนำเรื่องสู่ศาลปกครองตามกระบวนวิธิพิจารณาคดีปกครองต่อไป ซึ่งเราสามารถร้องเรียนได้เองทั้งโดยวาจาหรือโดยลายลักษณ์อักษรโดยมิเสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น ภายในกำหนด 90 วัน นับจากวันเกิดเหตุ

และนับเป็นการดีที่ประเทศไทยเรามีกฎหมายปกครองและศาลปกครองขึ้น เพื่อใช้ในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐโดยตรง ประชาชนได้รับการเยียวยาจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐและได้รับความเป็นทำจากการเอารัดเอาเปรียบมากขึ้นกว่าแต่ก่อน แต่ถึงอย่างไรแล้วจะเป็นการดีมากหากรัฐ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐเองจะปฏิบัตหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์และเป็นธรรมปฏิบัติหน้าที่อยู่ในขอบเขตของกฎหมายเคารพสิทธิของประชาชนมากกว่านี้

จบการรายงานข่าว

สวัสดี


ฟ้องท่านเปา ทรีFong tanpao - Jookkll3

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ช่วงนี้ไม่ค่อยได้ติดตามข่าวคราวสักเท่าไหร่ครับ แต่ข่าวเช่นนี้เกิดขึ้นบ่อยนะ ดีครับที่มีการตัวสอบอำนาจภาครัฐอย่างที่กล่าวมา หดหู่นะที่เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นอีกแล้วหรือ?
แล้วถ้าเกิดกับตัวเราเองบ้างล่ะ จะหดหู่กว่าไหม?big smile

#1 By redtear on 2009-03-03 20:49

confused smile

อิอิ เปิดศาลลลลลลลลลลลลลลล

#2 By @พักใจ on 2009-03-03 20:55

จั่นเจาอาสา นำความไปฟ้องท่านเปา ที่ศาลไคฟงให้จ้า

#3 By จั่นเจา on 2009-03-03 22:51

ขอเลขมาตราด้วยเจ๊ 555+

#4 By ShortcuT on 2009-03-04 00:38

มาต่อ เจ๊อย่าลืมซิ

กฎหมายเปลี่ยน แต่ ผกก กับ พนง สอบสวน

ยังถือ ป.วิ.อ. แก้ไขปี2548 555+

#5 By ShortcuT on 2009-03-04 00:39

ตัวเล็ก เจ้ลายตามากเลย แต่เข้าใจ เฮ้ออออออออออออ

เรามันพลเมืองตาดำๆๆนินี่

#6 By ฟ้าบ่กั้น on 2009-03-05 00:24

ก็อยากให้ทุกอย่างดีขึ้นๆ นะครับ

#7 By Soup on 2009-03-07 19:47